
ส่องความต่าง เกมที่มี VAR กับ ไม่มี VAR ในบอลโลก
- Pet Noi
- 29 views

เกมที่มี VAR กับ ไม่มี VAR ต่างกันที่การใช้ภาพย้อนหลังช่วยตรวจคำตัดสิน โดยบทความนี้เทียบบอลโลกครั้งล่าสุดกับยุคก่อนใช้ VAR ครอบคลุมประตู, จุดโทษ, การไล่ออก และเวลาที่เสียไป ทั้งสองแบบยังให้ผู้ตัดสินเป็นผู้ชี้ขาด
มี VAR ช่วยทบทวนจังหวะสำคัญ ส่วนไม่มี VAR อาศัยกรรมการในสนาม โดย FIFA ประเมินบอลโลก 2018 ว่าคำตัดสินถูกต้องเพิ่มจาก 95.6% ก่อน VAR แทรกแซงเป็น 99.3% หลังใช้ VAR ซึ่งไม่ใช่สถิติของฟุตบอลโลกปี 2026 (2018-10-01) [1]
มี VAR ตรวจจังหวะทำประตู และการทำผิดในช่วงบุกที่เกี่ยวข้อง โดยประตูจาก ลูกตั้งเตะ กับ โอเพนเพลย์ ต่างต้องตรวจตามขอบเขตกติกา ส่วนไม่มี VAR อาศัยสิ่งที่กรรมการเห็น โดยเทคโนโลยีเส้นประตูแยกจาก VAR

มี VAR ช่วยตรวจการให้ หรือไม่ให้จุดโทษที่ผิดชัดเจน โดย จุดโทษ กับ ประตูจากโอเพนเพลย์ ต่างมีจังหวะที่ตรวจย้อนหลังได้ตามกติกา ส่วนไม่มี VAR อาศัยสิ่งที่กรรมการเห็น และข้อมูลจากผู้ช่วย
มี VAR ตรวจเหตุใบแดงโดยตรง บวกกับใบเหลืองที่แจกผิดชัดเจนจนทำให้ถูกไล่ออก ส่วนไม่มี VAR ใช้ข้อมูลจากกรรมการในสนาม แต่ VAR ไม่แทรกแซงกรณีพลาดแจกใบเหลือง ที่ควรทำให้ถูกไล่ออก
มี VAR ใช้ภาพกับข้อมูลตำแหน่งตรวจล้ำหน้า ที่เกี่ยวกับประตูหรือจุดโทษ ส่วนไม่มี VAR ผู้ช่วยตัดสินมองจังหวะส่งบอล โดยการยืนเลยแนวรับยังต้องพิจารณาการมีส่วนร่วม กับการเล่นก่อนลงโทษ

มี VAR เพิ่มภาพย้อนหลังหลายมุม โดยภาพช้าช่วยดูจุดสัมผัส ส่วนความเร็วปกติช่วยประเมินความรุนแรงของการปะทะ ส่วนไม่มี VAR อาศัยการเห็นเหตุการณ์จริง และข้อมูลจากกรรมการร่วมทีม
มี VAR อาจชะลอเริ่มเล่นเพื่อทบทวน ส่วนไม่มี VAR ไม่มีช่วงรอวิดีโอ โดยรอบแบ่งกลุ่มบอลโลก 2018 ตรวจ 335 เหตุการณ์ แต่ทบทวนคำตัดสิน 17 ครั้ง จึงไม่ควรนับทุกการตรวจเป็นการหยุดเกม (2018-06-27) [2]
มี VAR นำเวลาที่เสียจากการตรวจ จากการทบทวนมาพิจารณาทดเวลา ส่วนไม่มี VAR ไม่มีเวลาส่วนนี้ ทั้งสองแบบยังชดเชยการเปลี่ยนตัว การบาดเจ็บ และเหตุอื่น จึงไม่ได้ทดเวลามากกว่าเสมอเมื่อมี VAR
เกมที่มี VAR เพิ่มหลักฐานวิดีโอช่วยแก้คำตัดสินตามขอบเขตกติกา ส่วนไม่มี VAR อาศัยกรรมการในสนาม ความต่างอยู่ที่วิธีตรวจสอบและเวลาทบทวน โดยทั้งสองแบบยังใช้ดุลยพินิจและอาจเกิดข้อผิดพลาดได้

